เมื่ออเมริกา เข้ามายึดครองอาณานิคม ชนเผ่าอินเดียน

เมื่ออเมริกา เข้ามายึดครองอาณานิคม ชนเผ่าอินเดียน

When-America-took-over-the-colony-Indian-tribe-news-site

ชนพื้นเมืองอเมริกัน หรือที่เรียกว่าอินเดียนแดง เป็นชนพื้นเมืองอเมริกันที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณ แบ่งเป็นชนเผ่ามากมายถึง 570 เผ่าซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วทวีปอเมริกา จึ่งทำให้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของดินแดนอเมริกาที่แท้จริง บรรพบุรุษของชนพื้นเมืองอเมริกันที่อาศัยอยู่มาถึงในขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 15,000 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเดินทางผ่านเอเชีย ผ่านเบอรินเจีย ได้รู้จักกับสังคม และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งก็ได้ถูกซึมซับเข้ามาใช้ในเผ่าของตนเอง ชนพื้นเมืองอเมริกันได้รับผลกระทบอย่างมากจากการล่าอาณานิคมในทวีปยุโรป โดยเฉพาะจากประเทศอเมริกาซึ่งเริ่มต้นในปี 1492 ทำให้จำนวนประชากรของชาวอินเดียนแดงลดลงอย่างมาก เนื่องจากทำสงคราม รวมถึงสงครามชีวภาพ อเมริกันชนออกล่าพวกเขาเป็นว่าเล่น จับพวกเขามาเป็นแรงงานทาส

นับตั้งแต่ช่วงปี 1960 เป็นต้นมาได้มีความเคลื่อนไหวภายในประเทศ เพื่อเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบต่อชาวพื้นเมือง แม้ว่าจะยังมีปัญหาร่วมสมัยมากมายที่ต้องเผชิญกับชนพื้นเมืองอเมริกัน วันนี้มีชนพื้นเมืองอเมริกันมากกว่าห้าล้านในสหรัฐอเมริกา 78% ของคนเหล่านั้นอาศัยอยู่นอกเขตสงวน เมื่อตอนประเทศอเมริกาก่อตั้งใหม่ๆ ชนเผ่าพื้นเมืองถูกบังคับให้ไปอยู่ในพื้นที่สวงเท่านั้น ซึ่งภายในสามารถปกครองกันได้อย่างอิสระ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถนำมาทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพได้ จึงได้มีการสนับสนุนให้ทำการค้าประเภทอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นการเปิดบ่อนพนันถูกกฎหมาย

สงครามระหว่างอินเดีย-อเมริกา

ชาวอินเดียนนั้น ถือว่าเป็นชนเผ่าที่เผชิญหน้ากับการกวาดล้างอย่างหนัก โดยเฉพาะในสงครามอเมริกันอินเดียน (American Indian Wars) เป็นช่วงที่ยุโรปออกล่าอาณานิคม ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นทางตอนเหนือของทวีปอเมริกา จากช่วงเวลาของการตั้งถิ่นฐานในอาณานิคมที่เก่าแก่ที่สุดในศตวรรษที่ 17 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 สงครามเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงการปะทะทางวัฒนธรรม ข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และการกระทำผิดทางอาญาที่กระทำโดยทั้งสองฝ่าย มหาอำนาจยุโรปยังเกณฑ์ชนเผ่าอินเดียนเพื่อช่วยพวกเขาในการทำสงครามระหว่างผู้ล่าอาณานิคมอื่นอีกด้วย

เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานเริ่มแผ่ขยายอาณาเขตไปทางตะวันตกในปี 1780 ความขัดแย้งก็เริ่มรุนแรงมากขึ้น ทำให้เกิดสงครามในปี 1812 เมื่อชนชาวอินเดียนแดงลุกขึ้นสู้กับสหรัฐอเมริกา แต่ก็พบกับความพ่ายแพ้ไปในที่สุด หลังจากนั้นปัญหาความขัดแย้งก็ไม่เคยมีให้พบเห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่สามารถยุติข้อพิพาทผ่าน

สนธิสัญญา ก่อนที่ในปี 1830 ได้มีพระราชบัญญัติถอดถอนอินเดีย อนุญาตให้รัฐบาลอเมริกันบังคับให้ชาวอินเดียออกจากทางตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิปปีไปทางทิศตะวันตกบนพรมแดนอเมริกา ในขณะที่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอเมริกันยังคงขยายอาณาเขตของตน รัฐบาลจึงได้ย้ายเผ่าอินเดียไปยังเขตสงวนที่ได้รับการคุ้มครองพิเศษที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ

ชาวอินเดียนในศตวรรษที่ 19

จำนวนประชากรอินเดียในแคลิฟอร์เนียลดลงถึง 90% ในช่วงศตวรรษที่ 19 จากกว่า 200,000 คนในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เหลือประมาณ 15,000 คนในช่วงปลายศตวรรษส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโรคติดต่อทั้งหลาย โรคระบาดกวาดเหล่านี้กระจายไปทั่วประเทศแคลิฟอร์เนีย เช่น การระบาดของโรคมาลาเรียในปี 1833 ทำให้จำนวนประชากรลดลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่สเปนบังคับให้ชาวพื้นเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

ประมาณการว่า 15,250 หรือ 45% ของประชากรลดลงในภารกิจเหล่านี้ ก่อนที่จะเริ่มมีการระบาดของโรคหัดสองครั้งหนึ่งในปี 1806 และอีกครั้งในปี 1828 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ในช่วงการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียชาวพื้นเมืองหลายคนถูกสังหารโดยผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน รวมถึงหน่วยทหารอาสาที่ได้รับทุนโดยรัฐบาลแคลิฟอร์เนีย นักวิชาการบางคนยืนยันรัฐบาลยังอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนความรุนแรงอีกหลายเหตุการณ์ด้วยกัน

ประวัติการสู้รบ ของชนเผ่าอินเดียน เพื่อเสรีภาพ

ประวัติการสู้รบ ของชนเผ่าอินเดียน เพื่อเสรีภาพ

Battle-history-Of-the-Indian-tribe-for-freedom-news-site

จากช่วงเวลาที่อาณานิคมของอังกฤษมาถึง ‘เจมส์ ทาว์’ รัฐเวอร์จิเนียในปี 1607 พวกเขาก็เริ่มสร้างความไม่พอใจให้กับชนพื้นเมือง (หรือชาวอินเดียน) ที่เติบโตบนและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาก่อนหลายพันปี ในเวลานั้นชนพื้นเมืองหลายล้านคนกระจัดกระจายไปทั่วอเมริกาเหนือในชนเผ่าต่างๆ นับร้อยเผ่า ระหว่างปี ค. ศ. 1622 และปลายศตวรรษที่ 19 ก็ได้เกิดสงครามที่เรียกว่าสงครามอเมริกัน – อินเดีย เป็นความขัดแย้งระหว่างชาวอินเดียนแดงกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอเมริกัน ที่หมายจะยึดครองดินแดนทั้งหมดไปไว้เป็นของตน

วันที่ 22 มีนาคม 1622 ชาวอินเดียนแดงเข้าเข่นฆ่าชาวอาณานิคมที่อยู่ทางตะวันออกของเวอร์จิเนีย เหตุการ์ครั้งนี้ถูกเรียกว่า ‘การสังหารหมู่ในเจมส์ทาวน์’ ทำให้รัฐบาลอังกฤษใช้เป็นข้อแก้ตัวในการพิสูจน์ความพยายามของพวกเขาในการโจมตีชาวอินเดียและยึดดินแดนของพวกเขา ปี 1636 เกิดสงคราม Peauot War ซึ่งเกิดความขัดแย้งระหว่างการขยายเส้นทางการค้าระหว่าง Pequot Indians กับชาวอาณานิคม โดยในการต่อสู้ครั้งนี้มี พันธมิตรชาวอินเดียนของอาณานิคมเข้าร่วมในการต่อสู้ด้วย เพื่อช่วยรบกับชาว Pequot

การต่อสู้เกิดขึ้นระหว่างปี 1636 ถึง 2202 ระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเนเธอร์แลนด์ใหม่ในนิวยอร์ก กับชนเผ่าอินเดียนหลายเผ่า (Lenape, Susquehannocks, Algonquians, Esopus) การต่อสู้บางครั้งรุนแรงและน่าสยดสยอง ส่งผลให้ผู้ตั้งถิ่นฐานจำนวนมากหวาดกลัวจนเดินทางหนีกลับเนเธอร์แลนด์ The Beaver Wars (1640-1701) เกิดขึ้นระหว่างฝรั่งเศสและพันธมิตรในอินเดีย (Algonquian, Huron) และ Iroquois Confederacy การต่อสู้ที่ดุเดือดเริ่มเหนืออาณาเขตและครอบงำการค้าขนรอบเกรตเลกส์ สุดท้ายแล้วจบลงด้วยการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพที่ยิ่งใหญ่

ประวัติสงครามย่อยอีกหลายครั้ง

1.สงครามของกษัตริย์ฟิลิป (1675-49219) หรือที่เรียกกันว่าสงครามของเมตาคอม เริ่มหลังจากกลุ่มชาวอินเดียนแดงนำโดยหัวหัวหน้าเมตาคอม (ต่อมาเรียกว่ากษัตริย์ฟิลิป) เริ่มไม่พอใจพวกแบ๊ปทิสต์ การโจมตีดังกล่าวก่อให้เกิดการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจตามหุบเขาแม่น้ำคอนเนกติกัต ระหว่างนักรบของเมตาคอม และกองทหารอาณานิคมขนาดใหญ่กับพันธมิตรของพวกโมฮอว์ก สงครามสิ้นสุดลงด้วยการตัดหัวของเมตาคอม เส่งผลให้เกิดการทำลายล้างของชาวอเมริกันพื้นเมืองใกล้เคียง

2.สงครามของควีนแอนน์ (1702-1713) เกิดขึ้นระหว่างอาณานิคมของฝรั่งเศส อังกฤษ กับพันธมิตรของอินเดียรวมถึงสเปน ฟลอริดา นิวอิงแลนด์ นิวฟันด์แลนด์ กับอคาเดีย สงครามสิ้นสุดลงด้วยสนธิสัญญาอูเทรกต์ แต่ชาวอินเดียไม่ได้รวมอยู่ในการเจรจาสันติภาพ พวกเขาสูญเสียที่ดินของพวกเขาไปมากมาย ระหว่างสงครามทัสคารา (1711-1715) ชาวอินเดียนเผาอาณานิคมทางตอนเนหือของแคโรโลน่า ก่อนที่จะเริ่มสังหารชาวอาณานิคมอย่างไม่เลือกหน้า หลังจากสองปีของการต่อสู้นองเลือด แคโรไลนาก็สามารถเอาชนะชาวอินเดียนแดงได้สำเร็จ ด้วยความช่วยเหลือของกองทหารรักษาการณ์ของเซาท์แคโรไลนา ในปี ค.ศ. 1715 ชาวอินเดียรู้สึกสิ้นหวังที่ต้องสูญเสียพื้นที่ล่าสัตว์ แถมยังต้องเป็นหนี้กับผู้ตั้งถิ่นฐานในเซาท์แคโรไลนา จึงเริ่มก่อตัวเป็นพันธมิตรกับชนเผ่าพื้นเมืองอื่น เพื่อสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดให้เศรษฐกิจของเซาท์แคโรไลนา

3.การสังหารหมู่ที่ แซนครีก ปี ค.ศ. 1864 ชาวไซแอนน์ 750 คน ถูกบังคับให้ทิ้งหมู่บ้านของตนในช่วงฤดูหนาว เมื่อพวกเขาตั้งค่ายพักแรมที่แซนด์ครีก ทหารโคโลราโดก็เริ่มเข้าโจมตีทีแบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้ชาย หญิง เด็ก ต้องเสียชีวิตไปมากถึง 148 คน ก่อให้เกิดสงคราม เรดคลาว์ ในปี ค.ศ. 1866) เริ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ได้สร้างเส้นทางการค้าใหม่ผ่านดินแดนอินเดียน เพื่ออนุญาตให้คนงานเหมืองกับผู้ตั้งถิ่นฐานสามารถเข้าถึงทองคำในดินแดนมอนทาน่าโดยผ่านแม่น้ำพาวเดอร์ เป็นเวลาสองปีที่รัฐบาลอินเดียนนำโดยหัวหน้ากลุ่มเรดคราวได้โจมตีชาวคนงานเหมือง จนกระทั่งเมื่อกองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจออกจากพื้นที่พร้อมลงนามในสนธิสัญญาฟอร์ตลารามีในปี ค.ศ. 1868

เรื่องราวของ ‘Joseph Medicine’ นักรบอินเดียนแดงผู้ทรงเกียรติ

เรื่องราวของ ‘Joseph Medicine’ นักรบอินเดียนแดงผู้ทรงเกียรติ

Joseph-Medicine-news-site

หนึ่งในเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจวันนี้ คือ ชีวิตของชายที่มีนามว่า ‘Joseph Medicine’ โดยเขาเป็นหนึ่งสมาชิกชนเผ่าอินเดียผู้ทรงเกียรติ โดย ‘Joseph Medicine Crow’ คือ ชายที่เป็นหนึ่งในหัวหน้าเผ่า ซึ่งเสียชีวิตในวัย 102 ปี อีกทั้งเขายังเป็นหัวหน้าเผ่า ‘Montana’s Crow’ คนสุดท้าย ซึ่งวีรกรรมของเขา คือ เป็นยอดนักรบผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน

Joseph Medicine’ อีกหนึ่งบุคลากรผู้ทรงคุณค่าแห่งอเมริกา

โดยหัวหน้าเผ่า ‘Montana’s Crow’ คนสุดท้ายคนนี้ มีความเกี่ยวข้องกับสงครามที่เกิดใน ‘Little Bighorn’ ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นจุดจบของนายพล ‘George Armstrong Custer’ ผู้ยิ่งใหญ่อีกด้วย เรามาทำความรู้จักกับ ‘Joseph Medicine’ กันให้มากขึ้นดีกว่า

โดย ‘Joe Medicine Crow’ เกิดในเขต ณ Lodge Grass Montana ในปี 1913 โดยปู่ของเขามีนามว่า ‘White Man Runs Him’ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของหน่วยลาดตระเวนฝีมือเยี่ยมของนายพล ‘George Armstrong Custer’ ซึ่งได้เข้าร่วมสงครามกับชนเผ่า ‘Sioux’ และ ‘Cheyenne’ จนกระทั่งกลายเป็นชวนในการเกิดสงครามใน ‘Little Bighorn’ ปี ค.ศ. 1876 นั่นเอง

news-Joseph-Medicine-site

การต่อสู้ในสงคราม ‘Little Bighorn’ จุดจบของ นายพล Custer’

ซึ่ง ณ ขณะนั้น ‘นายพล Custer’ อัดแน่นไปด้วยกำลังพลจำนวน 700 นาย ซึ่งก็ถือว่าเป็นจำนวนที่มากอยู่ ต่อมาเขาได้ทำการวางแผนแบ่งกองกำลังเป็น 3 ส่วน ซึ่งทำให้เขามีกำลังพลถึง 200 นายด้วยกัน หากแต่ในขณะเดียวกัน กองทัพของอินเดียนแดง ณ ขณะนั้นเป็นกองกำลังที่ได้รวบรวมกองกำลังจากหลายต่อหลายเผ่าเอาไว้ด้วยกัน โดยมีจำนวนมหาศาลนับพันคน และจากการแบ่งกองกำลังที่ผิดพลาดของ ‘นายพล Custer’ จึงทำให้เขาถูกโอบล้อมจนกระทั่งเสียชีวิตในวันนั้น

‘Joe Medicine Crow’ ในวัยหนุ่มเป็นคนหนึ่งที่มีรูปร่างดูดีคนหนึ่ง โดยเขาได้เกิดขึ้นมาในชนเผ่าอินเดียนแดง ‘Crow’ โดยเขาได้รับการฝึกอย่างหนักหน่วงทางด้านศาสตร์ความรู้ต่างๆ จนสำเร็จวิชา ซึ่งการฝึกสุดโหดนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เขามีอายุเพียง 6 ปีเท่านั้น การฝึกสุดโหด เช่น นำร่างกายไปแช่ในธารน้ำแข็ง การเดินเท้าเปล่าบนหิมะ รวมทั้งการฝึกต่อสู้กับนักรบที่อายุมากกว่าในเผ่า ‘Chief Medicine Crow’

ชนเผ่านักรบแห่งอินเดียแดง

‘Joe Medicine Crow’ ได้เคยพูดถึงความรู้สึกเกี่ยวกับชนเผ่าของเขาเอาไว้ว่า ชนเผ่าเรา คือ ชนเผ่าของนักรบที่แท้จริง แน่นอนถ้าจะให้พูดถึงคุณปู่ของผมล่ะก็ เขาคือนักรบระดับตำนานของเผ่าทีเดียว ไม่มีนักรบคนใดที่จะกล้าหาญชาญชัยเกินไปกว่าเขาอีกแล้ว นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ที่เคี่ยวเข็ญฝึกฝนผมมาตั้งแต่ยังเล็กๆ ต่อมาในปี 1938 ความสามารถของJoe ได้ถูกยกระดับไปอีกขั้น เพราะเขาได้กลายมาเป็นสมาชิกของเผ่าคนแรก ซึ่งจบการศึกษาตามหลักสูตร อีกทั้งยังได้รับปริญญาตรีมาเป็นเครื่องการันตีจาก ‘Oregon’s Linfield College’

หลังจากนั้นในปีต่อมา เขายังได้รับปริญญาโทเพิ่มเติม ในสาขามนุษย์วิทยาจาก University of Southern California ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘ผลกระทบของวัฒนธรรมยุโรป ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งศาสนาของชนอินเดียนแดงเผ่า Crow’ ซึ่งจากการมีใบปริญญาเป็นเครื่องพิสูจน์นี้ทำให้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ชาวเผ่าอินเดียแดงก็สามารถปรับตัวและพร้อมเรียนรู้การศึกษาในระบบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ในปี 1943 Joe ก็ยังได้เข้าร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ เพื่อเข้าไปทำสงครามในยุโรป ด้วยการทำหน้าที่เป็นหน่วยลาดตระเวนอีกด้วย

และในช่วงสงครามโลกนั้น ‘Medicine Crow’ ก็ได้สร้างผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญถึง 4 ครั้งด้วยกัน และนี่จึงทำให้เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้านักรบของเผ่า และเป็นที่ยอมรับไปทั่ว โดย ‘Medicine Crow’ เป็นสิ่งที่ทำให้โลกเห็นว่าชาวอินเดียเองก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยได้ หากแต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังยึดหลักคำสอนของบรรพบุรุษได้อย่างผสมผสานกลมกลืน