เรื่องราวของ ‘Joseph Medicine’ นักรบอินเดียนแดงผู้ทรงเกียรติ

เรื่องราวของ ‘Joseph Medicine’ นักรบอินเดียนแดงผู้ทรงเกียรติ

Joseph-Medicine-news-site

หนึ่งในเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจวันนี้ คือ ชีวิตของชายที่มีนามว่า ‘Joseph Medicine’ โดยเขาเป็นหนึ่งสมาชิกชนเผ่าอินเดียผู้ทรงเกียรติ โดย ‘Joseph Medicine Crow’ คือ ชายที่เป็นหนึ่งในหัวหน้าเผ่า ซึ่งเสียชีวิตในวัย 102 ปี อีกทั้งเขายังเป็นหัวหน้าเผ่า ‘Montana’s Crow’ คนสุดท้าย ซึ่งวีรกรรมของเขา คือ เป็นยอดนักรบผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน

Joseph Medicine’ อีกหนึ่งบุคลากรผู้ทรงคุณค่าแห่งอเมริกา

โดยหัวหน้าเผ่า ‘Montana’s Crow’ คนสุดท้ายคนนี้ มีความเกี่ยวข้องกับสงครามที่เกิดใน ‘Little Bighorn’ ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นจุดจบของนายพล ‘George Armstrong Custer’ ผู้ยิ่งใหญ่อีกด้วย เรามาทำความรู้จักกับ ‘Joseph Medicine’ กันให้มากขึ้นดีกว่า

โดย ‘Joe Medicine Crow’ เกิดในเขต ณ Lodge Grass Montana ในปี 1913 โดยปู่ของเขามีนามว่า ‘White Man Runs Him’ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของหน่วยลาดตระเวนฝีมือเยี่ยมของนายพล ‘George Armstrong Custer’ ซึ่งได้เข้าร่วมสงครามกับชนเผ่า ‘Sioux’ และ ‘Cheyenne’ จนกระทั่งกลายเป็นชวนในการเกิดสงครามใน ‘Little Bighorn’ ปี ค.ศ. 1876 นั่นเอง

news-Joseph-Medicine-site

การต่อสู้ในสงคราม ‘Little Bighorn’ จุดจบของ นายพล Custer’

ซึ่ง ณ ขณะนั้น ‘นายพล Custer’ อัดแน่นไปด้วยกำลังพลจำนวน 700 นาย ซึ่งก็ถือว่าเป็นจำนวนที่มากอยู่ ต่อมาเขาได้ทำการวางแผนแบ่งกองกำลังเป็น 3 ส่วน ซึ่งทำให้เขามีกำลังพลถึง 200 นายด้วยกัน หากแต่ในขณะเดียวกัน กองทัพของอินเดียนแดง ณ ขณะนั้นเป็นกองกำลังที่ได้รวบรวมกองกำลังจากหลายต่อหลายเผ่าเอาไว้ด้วยกัน โดยมีจำนวนมหาศาลนับพันคน และจากการแบ่งกองกำลังที่ผิดพลาดของ ‘นายพล Custer’ จึงทำให้เขาถูกโอบล้อมจนกระทั่งเสียชีวิตในวันนั้น

‘Joe Medicine Crow’ ในวัยหนุ่มเป็นคนหนึ่งที่มีรูปร่างดูดีคนหนึ่ง โดยเขาได้เกิดขึ้นมาในชนเผ่าอินเดียนแดง ‘Crow’ โดยเขาได้รับการฝึกอย่างหนักหน่วงทางด้านศาสตร์ความรู้ต่างๆ จนสำเร็จวิชา ซึ่งการฝึกสุดโหดนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เขามีอายุเพียง 6 ปีเท่านั้น การฝึกสุดโหด เช่น นำร่างกายไปแช่ในธารน้ำแข็ง การเดินเท้าเปล่าบนหิมะ รวมทั้งการฝึกต่อสู้กับนักรบที่อายุมากกว่าในเผ่า ‘Chief Medicine Crow’

ชนเผ่านักรบแห่งอินเดียแดง

‘Joe Medicine Crow’ ได้เคยพูดถึงความรู้สึกเกี่ยวกับชนเผ่าของเขาเอาไว้ว่า ชนเผ่าเรา คือ ชนเผ่าของนักรบที่แท้จริง แน่นอนถ้าจะให้พูดถึงคุณปู่ของผมล่ะก็ เขาคือนักรบระดับตำนานของเผ่าทีเดียว ไม่มีนักรบคนใดที่จะกล้าหาญชาญชัยเกินไปกว่าเขาอีกแล้ว นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ที่เคี่ยวเข็ญฝึกฝนผมมาตั้งแต่ยังเล็กๆ ต่อมาในปี 1938 ความสามารถของJoe ได้ถูกยกระดับไปอีกขั้น เพราะเขาได้กลายมาเป็นสมาชิกของเผ่าคนแรก ซึ่งจบการศึกษาตามหลักสูตร อีกทั้งยังได้รับปริญญาตรีมาเป็นเครื่องการันตีจาก ‘Oregon’s Linfield College’

หลังจากนั้นในปีต่อมา เขายังได้รับปริญญาโทเพิ่มเติม ในสาขามนุษย์วิทยาจาก University of Southern California ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘ผลกระทบของวัฒนธรรมยุโรป ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งศาสนาของชนอินเดียนแดงเผ่า Crow’ ซึ่งจากการมีใบปริญญาเป็นเครื่องพิสูจน์นี้ทำให้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ชาวเผ่าอินเดียแดงก็สามารถปรับตัวและพร้อมเรียนรู้การศึกษาในระบบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ในปี 1943 Joe ก็ยังได้เข้าร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ เพื่อเข้าไปทำสงครามในยุโรป ด้วยการทำหน้าที่เป็นหน่วยลาดตระเวนอีกด้วย

และในช่วงสงครามโลกนั้น ‘Medicine Crow’ ก็ได้สร้างผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญถึง 4 ครั้งด้วยกัน และนี่จึงทำให้เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้านักรบของเผ่า และเป็นที่ยอมรับไปทั่ว โดย ‘Medicine Crow’ เป็นสิ่งที่ทำให้โลกเห็นว่าชาวอินเดียเองก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยได้ หากแต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังยึดหลักคำสอนของบรรพบุรุษได้อย่างผสมผสานกลมกลืน

‘War Bonnets’ หมวกอินเดียนแดง ความเป็นมา

‘War Bonnets’ หมวกอินเดียนแดง ความเป็นมา

War-Bonnets-news-site

‘หมวกขนนก’ ของชนเผ่าอินเดียนแดง ใช้ในการประดับศีรษะ ซึ่งในสมัยโบราณหมวกขนนกนี้ จะใช้สวมใส่ในยามออกรบ หากแต่ ณ ปัจจุบันจะใช้สวมใส่ในโอกาสหรือพิธีต่างๆ โดยคุณจะเห็นว่าหมวกอินเดียแดงเป็นอีกสิ่งหนึ่งทางวัฒนธรรม อันมีความสำคัญทางจิตวิญญาณอีกทั้งยังเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์

หมวกขนนก’ ซึ่งแฝงไปด้วยสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่

โดยชนเผ่าต่างๆ ยกย่องว่านกอินทรีเป็นนกมีความยิ่งใหญ่น่าเกรงขามมากที่สุดในบรรดานกทั้งปวง และแน่นอนว่าหมวกดีที่สุดจะต้องทำจากขนนกอินทรี ถึงแม้หมวกนี้จะมีความสวยงาม โดดเด่น หากแต่ถือชาวอินเดียแดงถือเป็นเรื่องรอง เพราะคุณค่าอันแท้จริงของหมวก ก็คือ ‘พลัง’ ซึ่งช่วยปกป้องผู้สวมใส่ ซึ่งขนนี้ได้มาจากนกอินทรีหนุ่มในส่วนขนหาง วิธีเก็บ คือ ใน 1 ครั้งสามารถเก็บได้มากที่สุดถึง 36 อัน แล้วค่อยกลับมาเก็บใหม่เมื่อขนงอก

การสวมหมวกขนนกนี้ แสดงให้เห็นถึงการกระทำอันแสนกล้าหาญในการสู้รบ โดยนักรบผู้แกร่งกล้าบางคนได้รับขนนกอันทรงเกียรติเพียงแค่ 2 – 3 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้หมวกยังเป็นสัญลักษณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงเครื่องหมายของความเคารพในระดับสูงสุดอีกด้วย การจะสวมใส่ได้นั้นจะต้องรับการยินยอมจากหัวหน้าเผ่า

news-War-Bonnets-site

ขนหางนกอินทรี ยิ่งสวยเท่าไหร่ ยิ่งมีค่ามากเท่านั้น

ถ้านักรบคนใดสร้างคุณงามความดีครบ 10 ครั้ง ก็จะมีการออกไปเด็ดขนหางของขนนกอินทรีเพื่อนำมาทำหมวกให้เขา สำหรับในบางเผ่าก็จะได้มีจากติดต่อรับซื้อมาจากนักล่านก ซึ่งขนหางที่มีความสวยงามเล่อค่า 12 ชิ้น มีค่าเท่ากับม้าดีๆ 1 ตัว หากแต่บางเผ่าก็ให้นักรบล่าขนหางนกอินทรีเอง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นการเดินทางอันแสนอันตราย ต้องออกนอกเผ่าไปไกลพร้อมเดินทางไปในเทือกเขาสูงซึ่งเป็นถิ่นอยู่อาศัยของนก ต่อมาเมื่อถึงจุดหมายแล้ว ก็จะมีการทำพิธีเพื่อสื่อสารกับวิญญาณของนกอินทรี ซึ่งพิธีนี้ต้องให้ความเคารพเป็นอย่างสูงด้วย

สำหรับหมวกขนนกของหัวหน้าเผ่า จะทำจากขนหางของนกชั้นดี มีความนุ่ม ลวดลายสวย เพื่อเป็นการกยกย่องถึงความเป็นผู้นำ ในขนนกแต่ละชิ้นซึ่งนำมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน ล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงความศรัทธา และความกล้าหาญ ในส่วนของนักรบจะสวมหมวกซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับหมวกของนักรบโรมัน เนื่องจากมีความเชื่อว่าหมวกจะคุ้มครองเขาจะช่วยปกป้องในยามสู้รบ

หมวกหัวควาย อีกหนึ่งเครื่องประดับที่น่าสนใจของชาวอินเดียแดง

‘หมวกหัวควาย’ ก็เป็นอีกหนึ่งหมวกที่หลายๆ คน คงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ใช้ในการแสดงยศหรือบ่งบอกถึงตำแหน่งเฉกเช่นเดียวกันกับหมวกขนนก ซึ่งอยู่คนล่ะพื้นที่กัน พวกเขาจะสวมหมวกที่ทำจากหนังควายรวมทั้งเขาที่โค้งงอขึ้นมาแสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขาม พร้อมประดับด้วยขนและหางของควาย ซึ่งเย็บติดกับส่วนหมวกครอบ โดยหมวกหัวควาย มีสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญทางด้านจิตวิญญาณของชนเผ่า อีกทั้งยังนำมาใช้ในพิธีการสำคัญๆ เฉกเช่นเดียวกันกับหมวกขนนก หากแต่อย่างไรก็ตามหมวกหัวควาย จะพบเห็นได้ยากกว่าหมวกขนนก เนื่องจากได้รับความนิยมในบางเผ่าเท่านั้น เช่น เผ่าซู เป็นต้น อีกทั้งยังมีเพียงนักรบบางคนเท่านั้น ที่จะมีโอกาสนำหมวกหัวควายประดับลงบนศีรษะ

ชาวอินเดียแดง เป็นอีกชนเผ่าหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ ทั้งในเรื่องของความเชื่อ การดำรงชีวิต รวมทั้งการแต่งกายที่น่าสนใจซึ่งมีความผูกพันกับธรรมชาติและจิตวิญญาณ อันน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ความหมายการเมืองของนักวิชาการ

ความหมายการเมืองของนักวิชาการ

คำว่า ‘การเมือง’ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Politics’ สำหรับความหมายของคำๆ นี้ ได้มีนักปราชญ์และนักรัฐศาสตร์หลายต่อหลายท่าน ได้ให้คำนิยามแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราได้นำทัศนะอันน่าสนใจมาให้คุณได้ศึกษากัน

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ประจำปี พ.ศ.2525 ได้ให้คำนิยามไว้ว่า ‘การเมือง คือ งานที่เกี่ยวข้องกับรัฐหรือแผ่นดิน เช่น วิชาการเมืองที่ว่าด้วยจัดสรรปันส่วนแห่งรัฐ เป็นต้น’

สังข์ พัธโนทัย อดีตที่ปรึกษา ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ให้ความหมายไว้ว่า ‘การเมือง’ คือ ศิลปะเพื่อใช้ปกครอง โดยมุ่งเน้น ให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน รวมทั้งระหว่างรัฐกับหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งระหว่างรัฐกับรัฐ เพราะฉะนั้น การเมืองจึงเป็นทั้งเรื่องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นฝ่ายกำหนดนโยบายการปกครองตลอดจนเป็นฝ่ายดำเนินกิจกรรมตามนโยบายที่ได้วางเอาไว้

academic

Aristotle นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงในสมัยกรีกโบราณ ได้ให้ความหมายไว้ว่า การเมืองมีความเกี่ยวพันกับอำนาจอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้อำนาจทางการเมืองก็มีความแตกต่างจากอำนาจในเรื่องอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะองค์กรทางการเมือง จำเป็นจะต้องมีอำนาจปกครองในลักษณะอธิปัตย์ อีกทั้งยังต้องประกอบด้วยปัจจัยอันเด่นชัด 2 ข้อ ได้แก่ อำนาจ กับการปกครอง

ส่วนทัศนะของนักรัฐศาสตร์พฤติกรรมการเมือง มีความเห็นพ้องตรงกันว่า การเมือง เป็นวิธีต่อสู้เพื่อไขว่คว้าอำนาจ เพราะประสงค์มีอำนาจอยู่เหนือผู้อื่น สำหรับ ‘การเมือง’ มีความหมาย 2 ข้อได้แก่…

  • ต่อสู้เพื่อแสวงหาอำนาจ ซึ่งหมายถึง บุคคลหนึ่งใดหรือบุคคลที่เป็นกลุ่ม มีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมของบุคคลอื่นๆ
  • ต่อสู้เพื่อแย่งชิงการปกครอง ซึ่งจะมีกฎหรือไม่มีก็ได้ แต่ก็ต้องมีเป้าหมายในการดูแลให้ประชาชนในสังคมดำรงอยู่อย่างเป็นระเบียบ

Harold D Lasswell นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง มีทัศนะว่าการเมืองเป็นเรื่องของผู้มีอิทธิพลกับผู้ทรงอิทธิพล โดยมุ่งเน้นเรื่องใคร ได้อะไร ได้อย่างไร เป็นต้น สำหรับผู้เต็มไปด้วยอำนาจตามความเห็นของเขา คือ ผู้ที่ได้รับหรือกอบโกยสิ่งที่มีคุณค่าในสังคม คือ เรื่องอำนาจ, เคารพนับถือ, นิยมชมชอบ, ยุติธรรม, อยู่ดีกินดี, มั่นคง, ชำนาญ รวมทั้งต้องมีความรอบรู้ให้ได้มากที่สุด

สรุปแล้ว การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับอำนาจปกครอง ไม่ว่าประเทศนั้นกำลังตกอยู่สถานการณ์ใดหรือขึ้นอยู่กับสถาบันใด ถ้าหากมีการต่อสู้แข่งขันกันเพื่อมุ่งแสวงหาอำนาจแล้ว ก็ล้วนแต่เป็นการเมืองทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องอันเกี่ยวกับ วิธีปกครอง ดูแล จัดการให้ประชาชนในสังคมอยู่ภายใต้ความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการเมืองจึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ และแน่นอนว่าเป็นสิ่งดี ต้องใช้ทั้งศาสตร์ผสมผสานศิลป์ในการปกครอง โดยทุกๆ คนสามารถศึกษาเรียนรู้ได้เฉกเช่นเดียวกับศิลปะและศาสตร์อื่นๆ ที่มีอยู่ในโลก