ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรก

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรก

ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะคนไหนก็ตาม ต่างก็ฝากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์เลื่องลือทั้งในนามของประเทศและของโลกเอาไว้ด้วย บางคนก็จัดการเรื่องสงคราม บางคนก็เรื่องเศรษฐกิจ บางคนก็เรื่องความเท่าเทียมกันในสังคมและอีกมากมาย แต่ประธานาธิบดีคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา

จอมพลจอร์จ วอชิงตัน

ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกามีชื่อว่า จอมพล จอร์จ วอชิงตัน ชายคนนี้ถือว่าเป็นทั้งผู้นำประเทศที่เก่งทั้งทางด้านบู๊และบุ๋น ด้านหนึ่งเค้าเป็นนักการทหารเต็มเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวเป็นผู้นำ อีกด้านหนึ่งเค้าคือนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล แนวคิดของเค้านับว่าเป็นต้นแบบในการบริหารประเทศในเวลาต่อมาด้วย จึงทำให้เค้าได้รับยกย่องให้เป็นบิดาของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

 

ชัยชนะในสงคราม

จอมพลจอร์จ วอชิงตัน อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าเค้าเป็นนักการทหารชั้นยอดอีกด้วย วีรกรรมสงครามของเค้าได้แก่ สงครามปฏิวัติอเมริกัน เค้าได้เป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญที่ทำให้ อเมริกาได้รับชัยชนะเหนือบริเตนใหญ่จากสงครามครั้งนี้ ทำให้สหรัฐตั้งตัว ตั้งประเทศได้ ไม่เพียงแค่นั้นการปราบปรามเหล่ากบฏในประเทศ จอมพล จอร์จ วอชิงตัน ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม เค้าลงมือปราบกลุ่มผู้แข็งข้อต่างๆจนหมดทำให้ประเทศสงบ ได้รับเสียงสรรเสริญจากประชาชนมากมาย

วิสัยทัศน์ด้านการเมือง

การขึ้นเป็นผู้นำประเทศ แตกต่างจากการควบคุมกองทัพมากมาย แต่ จอร์จ วอชิงตันก็ทำให้เห็นว่าเค้าเอาอยู่ บทบาทประธานาธิบดีเค้าตัดสินใจได้เป็นอย่างดี เรื่องแรกเค้ารับผิดชอบการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ซึ่งกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับต้นแบบของหลายประเทศในเวลาต่อมา สองการวางตัวเป็นกลางในช่วงสงครามรบพุ่งกันในยุโรป นโยบายนี้ทำให้สหรัฐไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวกับสงครามที่ไม่จำเป็น ซึ่งทำให้เค้ามีทรัพยากรมากพอที่จะพัฒนาประเทศ อีกหนึ่งพิธีการสำคัญของการเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั่นก็คือ การปราศรัยตอนเข้ารับตำแหน่ง ก็มีจุดเริ่มมาจาก จอร์จ วอชิงตันด้วยเช่นกัน

อนุสรณ์ของ จอร์จ วอชิงตัน

ด้วยคุณงามความดีมากมายตลอดการทำงานเป็นทหาร และ นักการเมือง จนถึงประธานาธิบดีของเค้า ทำให้ทางสหรัฐอเมริกาได้มีการยกย่องเชิดชูประธานาธิบดีคนที่หนึ่งของพวกเค้าเป็นอย่างมาก จนนำไปสร้างอนุสรณ์สถานวอชิงตัน ณ กรุง วอชิงตัน ดี.ซี. สองแกะสลักรูปหน้าของจอร์จ บนเมานต์ รัชมอร์ สามนำรูปของเค้าไปไว้ในเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่ง

จากเรื่องราวเล่ามาทั้งหมดนี้จริงๆ แล้วยังไม่ถึงครึ่งของทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ แนวคิด ปรัชญา การใช้ชีวิตของเค้ายังมีหลายเรื่องที่ส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หากเราอยากจะศึกษาประวัติของใครสักคน เราขอแนะนำเลยว่า จอร์จ วอชิงตัน จะเป็นต้นแบบให้เราได้เป็นอย่างดีแน่นอน

อำนาจหน้าที่ของฝ่าย ตุลาการ สหรัฐอเมริกา

อำนาจหน้าที่ของฝ่าย ตุลาการ สหรัฐอเมริกา

United-States-Judiciary

‘รัฐบาลกลางสหรัฐ’ ใช้ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐที่ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ อันประกอบด้วยรัฐจำนวน 50 รัฐ ซึ่งมีการแบ่งเขตปกครองขนาดใหญ่ จำนวน 1 แห่ง รวมทั้งดินแดนอื่นๆ มีการแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ นิติบัญญัติ, บริหาร และตุลาการ โดยรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ต้องผ่านรัฐสภา, ประธานาธิบดี, ศาลกลาง เรื่อยไปยังศาลสูงสุดตามลำดับ สำหรับใช้อำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งกระทรวงของฝ่ายบริหารและศาลชั้นรอง เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐบัญญัติ

ศาลสูงสุดสหรัฐ

คือ ศาลกลางชั้นสูงสุดแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ มาตรา 3 ซึ่งบัญญัติมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1789 มีเขตอำนาจชั้นอุทธรณ์ขั้นสูงสุด โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอำนาจในการตัดสินคดีที่อุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยของศาลกลางรวมทั้งศาลรัฐ อันเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อกฎหมายกลาง ซึ่งมีทั้งเขตอำนาจในชั้นต้น สำหรับตัดสินคดีหลากหลายรูปแบบ และในประเทศสหรัฐ คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดนี้ถือเป็นที่สุด

ตามปกติทั่วไปแล้ว ศาลประกอบด้วยประธานศาลจำนวน 1 คน และองค์คณะผู้พิพากษาอีก 8 คน โดยประธานาธิบดีจะเป็นผู้เสนอชื่อให้วุฒิสภารับรอง ต่อมาเมื่อได้รับแต่งตั้งแล้ว ตุลาการก็จะดำรงตำแหน่งจนกว่าจะเสียชีวิต, ลาออก,  เกษียณอายุ หรือถูกถอดอันเนื่องมาจากมีการฟ้องให้ขับออกจากตำแหน่ง แต่ถึงกระนั้นก็ตามก็ยังไม่เคยมีตุลาการถูกถอดออกด้วยวิธีนี้ สำหรับตุลาการแต่ละคนก็มีเสียงจำนวน 1 เสียงในการลงคะแนน ซึ่งหลาย ๆ คดีก็มีการวินิจฉัยด้วยคะแนนอันเป็นเอกฉันท์

ในวาทกรรมสมัยใหม่ มักมีทัศนะคติต่อตุลาการว่า มีปรัชญาและการตีความกฎหมายไปในเชิงอนุรักษนิยม, ทางสายกลาง หรือทางเสรีนิยม

สถาบันตุลาการ

อำนาจของตุลาการมีขั้นตอนดำเนินงานอันเป็นสากล ได้แก่…

  • อำนาจตัดสินชี้ขาด หรือ ศาล
  • ศาลจะดำเนินหน้าที่ในกรณีฟ้องร้องเท่านั้น

ความเป็นมาของอำนาจตุลาการแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถพิจารณาได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่…

  • อำนาจภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ได้แก่ อำนาจกำหนดวาระ ของการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษา ตลอดจนขอบข่ายหน้าที่ขั้นตอนดำเนินงานของศาล
  • อำนาจที่ไม่ได้บัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญ คือ อำนาจชี้ขาดข้อโต้แย้งทางกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติรวมทั้งฝ่ายบริหาร
  • อำนาจอื่นๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน

โครงสร้างของศาลมี 2 ระดับ ได้แก่

  • ศาลของรัฐบาลกลาง คือ อุทธรณ์, สูงสุด, อุทธรณ์ทหาร, ภาษี รวมทั้งตุลาการ
  • ศาลมลรัฐ ได้แก่ มโนสาเร่, ชั้นต่ำ, อุทธรณ์ รวมทั้งศาลสูงศาลของรัฐบาลกลางซึ่งมีระดับเหนือกว่าศาลมลรัฐ

โดยอำนาจคัดเลือกของผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง จัดเป็นอำนาจของประธานาธิบดี ในการเสนอชื่อรวมทั้งต้อง ได้รับการรับรองจากสภาสูง เพื่อคัดเลือกผู้พิพากษามลรัฐ อันได้มาจากการแต่งตั้ง

ความหมายการเมืองของนักวิชาการ

ความหมายการเมืองของนักวิชาการ

คำว่า ‘การเมือง’ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Politics’ สำหรับความหมายของคำๆ นี้ ได้มีนักปราชญ์และนักรัฐศาสตร์หลายต่อหลายท่าน ได้ให้คำนิยามแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราได้นำทัศนะอันน่าสนใจมาให้คุณได้ศึกษากัน

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ประจำปี พ.ศ.2525 ได้ให้คำนิยามไว้ว่า ‘การเมือง คือ งานที่เกี่ยวข้องกับรัฐหรือแผ่นดิน เช่น วิชาการเมืองที่ว่าด้วยจัดสรรปันส่วนแห่งรัฐ เป็นต้น’

สังข์ พัธโนทัย อดีตที่ปรึกษา ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ให้ความหมายไว้ว่า ‘การเมือง’ คือ ศิลปะเพื่อใช้ปกครอง โดยมุ่งเน้น ให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน รวมทั้งระหว่างรัฐกับหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งระหว่างรัฐกับรัฐ เพราะฉะนั้น การเมืองจึงเป็นทั้งเรื่องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นฝ่ายกำหนดนโยบายการปกครองตลอดจนเป็นฝ่ายดำเนินกิจกรรมตามนโยบายที่ได้วางเอาไว้

academic

Aristotle นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงในสมัยกรีกโบราณ ได้ให้ความหมายไว้ว่า การเมืองมีความเกี่ยวพันกับอำนาจอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้อำนาจทางการเมืองก็มีความแตกต่างจากอำนาจในเรื่องอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะองค์กรทางการเมือง จำเป็นจะต้องมีอำนาจปกครองในลักษณะอธิปัตย์ อีกทั้งยังต้องประกอบด้วยปัจจัยอันเด่นชัด 2 ข้อ ได้แก่ อำนาจ กับการปกครอง

ส่วนทัศนะของนักรัฐศาสตร์พฤติกรรมการเมือง มีความเห็นพ้องตรงกันว่า การเมือง เป็นวิธีต่อสู้เพื่อไขว่คว้าอำนาจ เพราะประสงค์มีอำนาจอยู่เหนือผู้อื่น สำหรับ ‘การเมือง’ มีความหมาย 2 ข้อได้แก่…

  • ต่อสู้เพื่อแสวงหาอำนาจ ซึ่งหมายถึง บุคคลหนึ่งใดหรือบุคคลที่เป็นกลุ่ม มีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมของบุคคลอื่นๆ
  • ต่อสู้เพื่อแย่งชิงการปกครอง ซึ่งจะมีกฎหรือไม่มีก็ได้ แต่ก็ต้องมีเป้าหมายในการดูแลให้ประชาชนในสังคมดำรงอยู่อย่างเป็นระเบียบ

Harold D Lasswell นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง มีทัศนะว่าการเมืองเป็นเรื่องของผู้มีอิทธิพลกับผู้ทรงอิทธิพล โดยมุ่งเน้นเรื่องใคร ได้อะไร ได้อย่างไร เป็นต้น สำหรับผู้เต็มไปด้วยอำนาจตามความเห็นของเขา คือ ผู้ที่ได้รับหรือกอบโกยสิ่งที่มีคุณค่าในสังคม คือ เรื่องอำนาจ, เคารพนับถือ, นิยมชมชอบ, ยุติธรรม, อยู่ดีกินดี, มั่นคง, ชำนาญ รวมทั้งต้องมีความรอบรู้ให้ได้มากที่สุด

สรุปแล้ว การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับอำนาจปกครอง ไม่ว่าประเทศนั้นกำลังตกอยู่สถานการณ์ใดหรือขึ้นอยู่กับสถาบันใด ถ้าหากมีการต่อสู้แข่งขันกันเพื่อมุ่งแสวงหาอำนาจแล้ว ก็ล้วนแต่เป็นการเมืองทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องอันเกี่ยวกับ วิธีปกครอง ดูแล จัดการให้ประชาชนในสังคมอยู่ภายใต้ความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการเมืองจึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ และแน่นอนว่าเป็นสิ่งดี ต้องใช้ทั้งศาสตร์ผสมผสานศิลป์ในการปกครอง โดยทุกๆ คนสามารถศึกษาเรียนรู้ได้เฉกเช่นเดียวกับศิลปะและศาสตร์อื่นๆ ที่มีอยู่ในโลก