ความหมายการเมืองของนักวิชาการ

ความหมายการเมืองของนักวิชาการ

คำว่า ‘การเมือง’ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Politics’ สำหรับความหมายของคำๆ นี้ ได้มีนักปราชญ์และนักรัฐศาสตร์หลายต่อหลายท่าน ได้ให้คำนิยามแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราได้นำทัศนะอันน่าสนใจมาให้คุณได้ศึกษากัน

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ประจำปี พ.ศ.2525 ได้ให้คำนิยามไว้ว่า ‘การเมือง คือ งานที่เกี่ยวข้องกับรัฐหรือแผ่นดิน เช่น วิชาการเมืองที่ว่าด้วยจัดสรรปันส่วนแห่งรัฐ เป็นต้น’

สังข์ พัธโนทัย อดีตที่ปรึกษา ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ให้ความหมายไว้ว่า ‘การเมือง’ คือ ศิลปะเพื่อใช้ปกครอง โดยมุ่งเน้น ให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน รวมทั้งระหว่างรัฐกับหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งระหว่างรัฐกับรัฐ เพราะฉะนั้น การเมืองจึงเป็นทั้งเรื่องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นฝ่ายกำหนดนโยบายการปกครองตลอดจนเป็นฝ่ายดำเนินกิจกรรมตามนโยบายที่ได้วางเอาไว้

academic

Aristotle นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงในสมัยกรีกโบราณ ได้ให้ความหมายไว้ว่า การเมืองมีความเกี่ยวพันกับอำนาจอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้อำนาจทางการเมืองก็มีความแตกต่างจากอำนาจในเรื่องอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะองค์กรทางการเมือง จำเป็นจะต้องมีอำนาจปกครองในลักษณะอธิปัตย์ อีกทั้งยังต้องประกอบด้วยปัจจัยอันเด่นชัด 2 ข้อ ได้แก่ อำนาจ กับการปกครอง

ส่วนทัศนะของนักรัฐศาสตร์พฤติกรรมการเมือง มีความเห็นพ้องตรงกันว่า การเมือง เป็นวิธีต่อสู้เพื่อไขว่คว้าอำนาจ เพราะประสงค์มีอำนาจอยู่เหนือผู้อื่น สำหรับ ‘การเมือง’ มีความหมาย 2 ข้อได้แก่…

  • ต่อสู้เพื่อแสวงหาอำนาจ ซึ่งหมายถึง บุคคลหนึ่งใดหรือบุคคลที่เป็นกลุ่ม มีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมของบุคคลอื่นๆ
  • ต่อสู้เพื่อแย่งชิงการปกครอง ซึ่งจะมีกฎหรือไม่มีก็ได้ แต่ก็ต้องมีเป้าหมายในการดูแลให้ประชาชนในสังคมดำรงอยู่อย่างเป็นระเบียบ

Harold D Lasswell นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง มีทัศนะว่าการเมืองเป็นเรื่องของผู้มีอิทธิพลกับผู้ทรงอิทธิพล โดยมุ่งเน้นเรื่องใคร ได้อะไร ได้อย่างไร เป็นต้น สำหรับผู้เต็มไปด้วยอำนาจตามความเห็นของเขา คือ ผู้ที่ได้รับหรือกอบโกยสิ่งที่มีคุณค่าในสังคม คือ เรื่องอำนาจ, เคารพนับถือ, นิยมชมชอบ, ยุติธรรม, อยู่ดีกินดี, มั่นคง, ชำนาญ รวมทั้งต้องมีความรอบรู้ให้ได้มากที่สุด

สรุปแล้ว การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับอำนาจปกครอง ไม่ว่าประเทศนั้นกำลังตกอยู่สถานการณ์ใดหรือขึ้นอยู่กับสถาบันใด ถ้าหากมีการต่อสู้แข่งขันกันเพื่อมุ่งแสวงหาอำนาจแล้ว ก็ล้วนแต่เป็นการเมืองทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องอันเกี่ยวกับ วิธีปกครอง ดูแล จัดการให้ประชาชนในสังคมอยู่ภายใต้ความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการเมืองจึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ และแน่นอนว่าเป็นสิ่งดี ต้องใช้ทั้งศาสตร์ผสมผสานศิลป์ในการปกครอง โดยทุกๆ คนสามารถศึกษาเรียนรู้ได้เฉกเช่นเดียวกับศิลปะและศาสตร์อื่นๆ ที่มีอยู่ในโลก

อํานาจทางการเมือง หมายถึงอะไร

อํานาจทางการเมือง หมายถึงอะไร

ถ้าประชาชนทุกคนมีความเข้าใจในเรื่องของอำนาจแล้ว มันก็จะทำให้สังคมมีความเข้าใจการเมืองได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ถึงแม้คำว่า อำนาจ, การเมือง, รัฐศาสตร์ 3 คำนี้นั้น จะมีความหมายอันแตกต่างกัน หากแต่ก็ยังมีความหมายเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

Political-power-pic

อำนาจ คือ พลังบางอย่างที่สามารถบังคับให้บุคคลหรือกลุ่มคนที่มีอำนาจน้อยกว่าทำสิ่งใดๆ ตามต้องการ เช่น พ่อ-แม่บังคับให้ลูกกินข้าว, ตำรวจบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร เป็นต้น โดย ‘อำนาจ’ หลายๆ คนมองว่าเป็นของดี อีกทั้งยังมีความหอมหวนน่าจับจองเป็นเจ้าของยิ่งนัก เนื่องจากบุคคลใดก็ตามที่สามารถครอบครองมันได้ล้วนสามารถบังคับให้ผู้คนที่มีอำนาจน้อยกว่ากระทำตามสิ่งที่ตนต้องการ ถึงขนาดมีประโยคว่า ‘อำนาจเปรียบดั่งยาเสพย์ติด’  เนื่องจากมีหลายต่อหลายคนปรารถนาฝักใฝ่ในอำนาจจนเกินขอบเขตความพอดี บางคนถึงกับ ‘เสพติด’ อำนาจจนถึงขนาดเสียผู้เสียคนไปก็มี แน่นอนว่าผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจต่างรู้สึกมีความสุข เช่น มีความรู้สึกดีที่มีคนอยู่ใต้อำนาจของตน มีความรู้สึกดีอย่างมาก ในการมีคนมาเอาใจและเกิดความเคารพยำเกรง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาสูญเสียอำนาจไป เขาก็จะเหมือนกับคนติดยาเสพติด กลายเป็นคนละคน เนื่องจากการเสพติดอำนาจนั้นยากกว่าการถอนตัวเมื่อติดยาเสพติดประเภทอื่นๆ เพราะฉะนั้นผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันความเป็นจริงของโลกทั้งหลายจึงต่างมุ่งแสวงหาอำนาจ

สำหรับคำว่า ‘การเมือง’ นั้นมีผู้มากความรู้หลายท่าน ได้ให้ความหมายหลายประการ ทางด้านปรมาจารย์ด้านรัฐศาสตร์นาม Harold Lasswell ได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า ‘การเมือง เป็นการนำมาแสดงถึงอำนาจ เพื่อจะนำมาตัดสินว่าใครได้อะไร, เมื่อใด และอย่างไร’ เพราะฉะนั้นการเมืองจึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อจัดสรรสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัด อันมีความเกี่ยวพันกับการใช้ ‘อำนาจ’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับ ‘รัฐศาสตร์’ คือ การศึกษาการเมืองตามหลักวิชาการ โดยใช้ เหตุผล, ทฤษฎี, ข้อมูล ทั้งในเรื่องของเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาจนกระทั่งมีความเข้าใจอย่างเจาะลึก

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเมืองของโลกได้ให้บทเรียนเอาไว้มามากมายแล้วว่า การใช้อำนาจมากเกินไป เกินกว่าผู้อยู่ใต้อำนาจจะรับได้ ส่งผลให้ผู้ปกครองพบกับความเสื่อมสลายมานักต่อนักแล้ว สำหรับมนุษย์ถ้าไม่รู้จักเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ก็เปรียบได้ดั่งคนตาบอด แต่ถ้าเรียนรู้ประวัติศาสตร์แล้ว ยังไม่นำมาเป็นบทเรียนสอนใจ ก็สามารถกลับกลายมาเป็นคนตาบอดและหูหนวกได้ในภายหลัง เนื่องจาก การเมืองซึ่งได้มาไม่ว่าจะมาด้วยวิธีใด ล้วนแต่เป็นเรื่องของอำนาจทั้งสิ้น และสามารถล่มสลายได้ ก็อันเนื่องมาจากสิ่งเสพย์ติดที่เรียกว่า ‘อำนาจ’ นั่นเอง

ปรัชญาเสรีนิยมที่ได้รับการยอมรับ

ปรัชญาเสรีนิยมที่ได้รับการยอมรับ

Liberal-philosophy-pic

‘เสรีนิยม’ คือ ปรัชญาทางการเมืองอีกประเภทหนึ่ง ที่มีแนวความคิดหลักเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาค สำหรับผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘นักเสรีนิยม’ ก็ต่างให้การยอมรับหลายๆ เรื่อง ซึ่งตรงกับความเข้าใจในหลักการ แต่โดยทั่วไปแล้ว นักเสรีนิยมต่างให้ความสนับสนุนความคิดในเรื่องของ พูด, สื่อ, แสดงออก, ศาสนา, ค้าขายเสรี, สิทธิพลเมือง, รัฐบาลฆราวาส ตลอดจนความเสมอภาคทางเพศ เป็นหลัก

ในช่วงยุคสมัยแรก ‘เสรีนิยม’ คือ กระบวนการทางการเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงยุคเรืองปัญญา ต่อมาเมื่อได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในหมู่ปรัชญาและนักเศรษฐศาสตร์ทางฝั่งตะวันตก ทำให้เสรีนิยมปฏิเสธความคิดที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญใน ณ ขณะนั้น เช่น สืบต่อทางเชื้อสาย, ศาสนาประจำชาติ, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช, ความเชื่อเรื่องเทวสิทธิ์ของกษัตริย์ เป็นต้น

ปรัชญาเสรีนิยม มักจะยกย่อง John Locke นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ในสมัยที่ 17 ว่าเป็นผู้ก่อตั้งเสรีนิยมให้กลายมาเป็นประเพณีปรัชญา John Locke มีความคิดเห็นว่ามนุษย์มีสิทธิธรรมชาติในชีวิต รวมทั้งเสรีภาพและทรัพย์สิน ที่จะต้องร่างให้เป็นไปตามตามสัญญาสังคม รัฐบาลไม่มีสิทธิละเมิดสิทธิเหล่านี้ ทางด้านนักเสรีนิยมคัดค้านการอนุรักษ์นิยมรวมทั้งต้องการเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิ์ให้กลายมาเป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้เขายังให้เหตุผลด้านอื่นๆ อีกด้วยว่า โลกเศรษฐกิจและการเมือง มาจากผู้ที่ถูกชักจูงให้มา ผูกพันกันด้วยพลังแห่งผลประโยชน์ โดยทุกๆ คนก็พยายามแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ซึ่งมันส่งผลให้ปัจเจกชนได้รับผลดีตามไปด้วย

ย้อนไปในยุคเริ่มแรก นักปฏิวัติผู้โด่งดังหลายๆ คน ก่อการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ เช่น ปฏิวัติอเมริกา, ปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นต้น ด้วยการใช้ปรัชญาเสรีนิยมยกขึ้นมาอ้างในการทวงความชอบธรรม พร้อมโค่นล้มสิ่งที่มองว่าเป็นการปกครองทรราชด้วยอาวุธ ปรัชญาเสรีนิยมนี้ เริ่มแพร่กระจายอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ฝรั่งเศส ในช่วงปี 19 มีการตั้งรัฐบาลเสรีนิยมตามประเทศต่างๆ ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ทั้งใน ยุโรป, อเมริกา สำหรับในยุคนี้คู่แข่งของอุดมการณ์หลัก คือ ชาวอนุรักษ์นิยม แต่หลังจากเสรีนิยมสามารถรอดพ้นการต่อกรทางอุดมการณ์ครั้งสำคัญมาได้ ด้วยความเหนื่อยล้า ก็ต้องมาเจอคู่แข่งน้องใหม่อย่างฟาสซิสต์กับลัทธิคอมมิวนิสต์ต่ออีก ส่งผลให้เกิดการห้ำหั่นกันในเวลาต่อมา

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปรัชญาแนวนี้ยิ่งได้รับสนับสนุนมากขึ้นไปอีก เมื่อประชาธิปไตยเป็นฝ่ายคว้าชัยสงครามโลกถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้ทวีปยุโรปกับอเมริกา ได้สถาปนาเสรีนิยมสังคมขึ้น อย่างเป็นรูปธรรม สร้างเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการขยายรัฐสวัสดิการ นับตั้งแต่คราวนั้นจนถึง ปัจจุบันนี้ พรรคการเมืองเสรีนิยมก็ยังคงครองอำนาจและมีอิทธิพลไปทั่วโลก